Items filtered by date: Monday, 07 January 2019

กรมคุมประพฤติจับมือกรมควบคุมโรคแถลงสถิติคดี “ดื่มแล้วขับ/ขับขี่ประมาท ถูกจับคุมประพฤติ” 7วันอันตรายกว่า 9,000 คดี!...ชี้ทำผิดซ้ำส่ง"บำบัด"
วันที่7 ม.ค.62 เวลา10.30 น.ที่ห้องประชุมกรมคุมประพฤติ ชั้น 4 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ กทม.นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดแถลงข่าวสถิติคดี “ดื่มแล้วขับ/ขับขี่ประมาท ถูกจับคุมประพฤติ” ช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2562 โดยมีคณะผู้บริหารกรมคุมประพฤติ และกรมควบคุมโรค เข้าร่วมฯ ณ ห้องประชุมกรมคุมประพฤติ ชั้น 4 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร 
อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติจากสำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศ 117 แห่ง มีจำนวนทั้งสิ้น 9,453 คดี แบ่งเป็น
- ขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 8,706 คดี คิดเป็นร้อยละ 92.1
- ขับเสพและอื่นๆ จำนวน 701 คดี คิดเป็นร้อยละ 7.42
- ขับรถประมาท (ตามประมวลกฎหมายอาญา) จำนวน 44 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.46 
- ขับซิ่ง จำนวน 2 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.02
เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติคดีที่ศาลสั่งคุมประพฤติ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปี 2561 พบว่า มีจำนวนเพิ่มขึ้น 2,776 คดี คิดเป็นร้อยละ 41.58 จังหวัดที่มีสถิติสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 567 คดี จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 565คดี จังหวัดสกลนคร จำนวน 544 คดี โดยส่วนใหญ่ศาลกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง และเงื่อนไขอื่นๆ เช่น อบรมระเบียบวินัยจราจร ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ห้ามออกจากบ้านตามช่วงเวลากำหนดโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ติดตามตัว เป็นต้น
อธิบดีกรมคุมประพฤติเผยว่า ศาลสั่งติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ในช่วง 7 วันที่มีการควบคุมเข้มงวด จำนวน 80 ราย และได้มีการสั่งให้ติด EM กับผู้กระทำผิดเพิ่ม ณ ปัจจุบัน (7 มกราคม 2562) 
มีจำนวน 116 ราย กำหนดเงื่อนไขห้ามออกจากที่อยู่อาศัยของตน ส่วนใหญ่ในช่วงเวลา 22.00 - 04.00 น. ระยะเวลา 15 วัน ขณะนี้พบว่า มีผู้กระทำผิดคดีขับรถขณะเมาสุราในจังหวัดกรุงเทพ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข จำนวน 1 ราย โดยออกจากที่พักในเวลาที่ห้ามออก ขณะนี้ สำนักงานคุมประพฤติได้รายงานศาลเพื่อพิจารณามีคำสั่งต่อไป
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้กระทำผิดคดีขับรถขณะเมาสุราในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นผู้ที่เคยกระทำผิดมาก่อนในคดีเดียวกัน จำนวน 153 ราย ซึ่งกรมคุมประพฤติจะดำเนินการคัดกรองตามแบบประเมินพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากพบว่ามีความเสี่ยงสูงในการติดสุราหรือติดสุราแล้ว จะส่งต่อเพื่อเข้ารับการบำบัดรักษาฟื้นฟูสภาพต่อไป ส่วนผู้ที่ได้รับการคัดกรองว่ามีความเสี่ยงในการติดสุราระดับกลางหรือระดับต่ำ จะจัดให้ทำงานบริการสังคมและรับการอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจรและการลดเลิกแอลกอฮอล์
นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเสริมว่า ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เห็นชอบ นโยบายการคัดกรองและบำบัดรักษาสำหรับผู้ถูกคุมความประพฤติฐานความผิดเป็นผู้ขับขี่ที่เมาสุรา ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2562 ภายใต้โครงการนำร่อง “บำบัดรักษาฟื้นฟูสภาพผู้ดื่มแล้วขับ ถูกจับ ผิดซ้ำ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562” เพื่อให้ผู้ถูกคุมความประพฤติได้รับการบำบัดรักษาฟื้นฟูสภาพ โดยโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในกรณีเป็นผู้เสพติดสุราและมีปัญหาซับซ้อน จะส่งต่อโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ และในกรณีผู้มีอาการทางจิตรุนแรง ส่งต่อโรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีปัญหาการดื่มสุราในระดับความเสี่ยงสูง หรือผู้ติดสุรารุนแรงและเรื้อรัง สามารถลด ละ เลิกการดื่มสุรา ตลอดจนสุขภาวะดีทั้งกายและใจอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ และไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก
สำหรับผู้เข้ารับการบำบัดในสถานพยาบาลตามโครงการบำบัดฟื้นฟูสภาพผู้ดื่มแล้วขับ ถูกจับ ผิดซ้ำ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 ในเบื้องต้นจำนวน 4 ราย ได้แก่
1. โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จังหวัดพิจิตร จำนวน 1 ราย
2. โรงพยาบาลลำปาง จังหวัดลำปาง จำนวน 1 ราย
3. โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี จำนวน 2 ราย
อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรการบังคับโทษตามคำสั่งศาลของกรมคุมประพฤติกับผู้กระทำผิดซ้ำแต่ไม่อยู่ในเกณฑ์ต้องส่งบำบัดและผู้กระทำผิดในคดีพ.ร.บ.จราจรทางบก จะเข้าโปรแกรมการแก้ไขฟื้นฟูตามประเภทความเสี่ยง นอกจากนี้ในส่วนมาตรการทำงานบริการสังคมตามที่ศาล มีคำสั่ง กรมคุมประพฤติจะให้ผู้ถูกคุมความประพฤติ ทำงานบริการสังคมในสถานพยาบาล การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง เพื่อดำเนินกิจกรรมการกระตุ้นจิตสำนึกและรับทราบถึงความสูญเสียต่างๆ รวมถึงสภาพของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและพิการจากอุบัติเหตุทางถนน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ใช้ในการสร้างความตระหนักรู้และจิตสำนึกอีกหลายมาตรการ เช่น การช่วยเหลืองานมูลนิธิร่วมกตัญญู กิจกรรมเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ การช่วยเหลืองานของเจ้าพนักงานตำรวจด้านจราจรตามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือความปลอดภัยบนท้องถนนร่วมกับองค์กรอื่นๆ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมต่อไป
ทั้งนี้กรมคุมประพฤติในฐานะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้สรุปยอดสถิติผู้กระทำผิดคดีขับรถขณะเมาสุรา และคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่เข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติและมาตรการที่ใช้ในการป้องปรามและแก้ไขผู้กระทำผิด โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) การคัดกรองตามแบบประเมินพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อส่งเข้ารับการบำบัดรักษาฟื้นฟูสภาพตามสถานพยาบาล ตลอดจนการทำงานบริการสังคมในรูปแบบต่างๆ 
สรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนน
มีการเกิดอุบัติเหตุ จำนวน 3,791 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 463 ราย และผู้บาดเจ็บ 3,892 ราย และมีคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ จำนวน 9,453 คดี จำแนกเป็น
- ขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 8,706 คดี คิดเป็นร้อยละ 92.1
- ขับเสพ จำนวน 701 คดี คิดเป็นร้อยละ 7.42
- ขับรถประมาท (ตามประมวลกฎหมายอาญา) จำนวน 44 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.46
- ขับซิ่ง จำนวน 2 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.02

โดยผู้ถูกคุมความประพฤติที่กระทำผิดในช่วงเทศกาลปีใหม่ พบว่า เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 97.23 เพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 2.77 ช่วงอายุผู้กระทำผิด
น้อยกว่า 20 ปี จำนวน 595 ราย คิดเป็นร้อยละ 6.29
อายุ 21-30 ปี จำนวน 2,378 ราย คิดเป็นร้อยละ 25.13
อายุ 31-40 ปี จำนวน 2,340 ราย คิดเป็นร้อยละ 24.73
อายุ 41-50 ปี จำนวน 1,985 ราย คิดเป็นร้อยละ 20.98
อายุ 51-60 ปี จำนวน 888 ราย คิดเป็นร้อยละ 9.39 
มากกว่า 60 ปี จำนวน 213 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.25
ไม่ระบุอายุ จำนวน 1,054 ราย คิดเป็นร้อยละ 11.15
อาชีพที่มีการกระทำผิด
1. อาชีพรับจ้าง จำนวน 3,436 ราย
2. อาชีพเกษตรกร จำนวน 823 ราย
3. อาชีพพนักงานบริษัท รัฐวิสาหกิจ จำนวน 772 ราย
4. อาชีพค้าขาย จำนวน 333 ราย
5. นักเรียน/ นักศึกษา จำนวน 200 ราย
6. ข้าราชการ จำนวน 160 ราย
7. อาชีพธุรกิจส่วนตัว จำนวน 131 ราย
8. พนักงานขับรถโดยสาร/ บรรทุก จำนวน 98 ราย
9. ว่างงาน จำนวน 72 ราย
10. อื่นๆ (ไม่ระบุ) จำนวน 3,428 ราย
นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งสืบเสาะและพินิจกับผู้กระทำผิดตามพ.ร.บ.จราจรทางบก ในช่วงเทศกาลปีใหม่ จำนวนทั้งสิ้น 66 คดี ส่วนใหญ่เป็นฐานความผิดขับรถประมาท (เป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส/ ถึงแก่ชีวิต และอื่นๆ) จำนวน 43 คดี ขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 16 คดี ขับเสพ จำนวน 3 คดี และตามพ.ร.บ.จราจรทางบกอื่นๆ จำนวน 4 คดี

วันนี้( 7 ม.ค.62) เวลา 09.30 น. ที่ โรงเรียนวัดคลองขวาง อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทุบรี พ.อ.วิรัตน์ คำวิลัย ร.ผอ.รมน.จังหวัดนนทบุรี เป็นประธานเปิดอบรมโครการเยาวชนปกป้องผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติ โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนนทบุรี ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนนทบุรี ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี นำคณะครูและนักเรียนโรงเรียนวัดคลองขวาง อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทุบรี และผู้นำชุมชนในพื้นที่ร่วมกันปลูกต้นไม้ ตามโครงการเยาวชนร่วมปกป้องผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ประชาชนร่วมกันปลูกต้นไม้ เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชน ในการร่วมปกป้องผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติ อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจ รู้จักการทำงานร่วมกัน และเกิดความรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งเป็นเครือข่ายมวลชนของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนนทบุรี ในการร่วมปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติต่อไป

..ภาพข่าวประชาสัมพันธิ์ จ.นนท.
ขอบคุณ

สืบภาค1.แกะรอยแก๊งค์ค้ายา...ใช้รถขนอาหารทะเลตบตาตำรวจ...สุดท้ายโดนรวบ"ยาบ้า"กว่า8.5แสนเม็ด
วันที่ 6 ม.ค.61 เวลา18.00น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค1 ถ.วิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กทม. พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ1.,พล.ต.ต.อำนาจ จันทร์เจริญ รอง ผบก ภ.1,พล.ต.ต.สุภธีร์ บุญครอง ผบก.สส.ภ1,พ.ต.อ.ชยานนท์ มีสติ รอง ผบก.ภ.จ.อ่างทอง หัวหน้าชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามยาเสพติดภาค1 ร่วมแถลงการจับกุมนายกิตติไกร หรือกอล์ฟ ชัยยงยศ อายุ36 ปี อยู่บ้านเลขที่126 หมู่8 ต.ครึ่ง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ในข้อหา มียาเสพติดประเภท1(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฏหมาย 
โดยเมื่อวันที่6 ม ค.61 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสืบทราบว่านายกิตติไกรหรือกอล์ฟ ได้ลักลอบขนยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือ บริเวณชายแดนจังหวัดเชียงรายมาส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง โดยขับรถยนต์กะบะ หมายเลขทะเบียน บธ 9653 อุตรดิตถ์ ผ่านมาตามทางก่อนถึงแยกไฟแดงบ่อเงิน หมู่13 ต.โพธิ์เก้าต้น อ.เมือง จ.ลพบุรี จึงได้แสดงตัวและทำการตรวจค้นรถคันดังกล่าว ผลจากการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 428 มัด 856,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในถึงสแตนเลส ซึ่งบรรจุอาหารทะเลอำพรางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการสอบสวนนายกิตติไกร ให้การรับสารภาพ
ว่านำยาบ้าจำนวนดังกล่าวมาส่งให้กับลูกค้าในพื้นที่จังหวัดลพบุรี จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีและสอบสวนขยายผลเพื่อหาผู้ร่วมกระทำผิดต่อไป


สำหรับการจับกุมยาบ้าจำนวน8แสนกว่าเม็ดในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่4 ธ.ค.61 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสามารถจับนายวราวุฒิหรือหม่ำ จันทร์เงิน อายุ40ปีได้ที่ ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี พร้อมยาบ้า586,000 เม็ด โดยนายวราวุฒิ รับสารภาพว่าใช้รถกระบะของน้องชายที่รับจ้างขนส่งอาหารทะเล ไปรับยาเสพติดในพื้นที่ภาคกลาง แถวแยกวังมะนาว จังหวัดเพชรบุรี เมื่อถึงจุดนัดหมายก็จะยกตู้เย็นแช่อาหารทะเลเปลี่ยนกับเครือข่าย ภายในมียาบ้าซุกซ่อนอยู่ ครั้งละประมาณ 1,000,000 – 4,000,000 เม็ด หากดูจากภายนอกเหมือนส่งอาหารทะเลทั่วไป เมื่อรับยาเสพติดมาแล้วก็จะนำมาเก็บไว้ที่บ้านพักย่านอ.ปากท่อ หลังได้ยาบ้ามาแล้วก็จะรอโทรศัพท์จากนายบิ๊ก ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง จะเป็นผู้โทรให้ตนนำยาบ้าไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ย่านพระราม 9และตามเขตปริมณฑล, จ.สุพรรณฯ,จ.เพชรบุรี, จ.อยุธยา และภาคใต้ โดยทำแบบนี้มานานกว่า 2 ปี หากทำสำเร็จจะได้ค่าจ้างตามเปอร์เซ็นต์มูลค่ายาเสพติดที่ส่งได้ ตกครั้งละ 30,000-50,000 บาท หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงทำการสืบสวนขยายผลจนสามารถจับนายกิตติไกรหรือกอล์ฟ ได้พร้อมยาบ้าจำนวนดังกล่าว