Items filtered by date: Thursday, 18 January 2018

18 มกราคม 2561 เวลา 09.00 น. พันตำรวจเอก ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานในพิธีประกาศเจตจำนงสุจริตด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์ ณ ห้องประชุมกรมราชทัณฑ์ ชั้น 3 กรมราชทัณฑ์ 

พันตำรวจเอก ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า กรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินการจัดพิธีประกาศเจตจำนงสุจริตด้านคุณธรรม โดยมีผู้บริหารงานราชทัณฑ์ทั่วประเทศ และคณะข้าราชการในสังกัดกรมราชทัณฑ์ ร่วมกันประกาศแสดงเจตจำนงสุจริตด้านคุณธรรม และความโปร่งใสในการบริหารงานเพื่อให้เป็นตามนโยบายรัฐบาล ข้อ 10 เรื่องการส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติชอบในภาครัฐ และยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560 – 2564)


โดยกรมราชทัณฑ์พร้อมเพรียงกันประกาศเจตจำนงสุจริตของผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ เพื่อมุ่งมั่นที่จะบริหารงานให้สำเร็จตามพันธกิจของกรมราชทัณฑ์อย่างมีธรรมาภิบาล ดังนี้ 1.ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน และความเสมอภาค มุ่งมั่นการคืนคนดี สู่สังคม 2.ยึดถือความถูกต้อง เป็นธรรมซื่อสัตย์สุจริต ไม่เรียกไม่รับทรัพย์สิน ไม่แสวงหาผลประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ เสียสละ อดทน และมีระเบียบวินัย 3.มีกรอบการปฏิบัติงานเพื่อความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมาและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย 4.เปิดโอกาสให้ประชาชน ภาคสังคม ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างความสามัคคีและความร่วมมือ 5.มีความพร้อมและตั้งใจปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่มีความรับผิดชอบต่อความบกพร่องในหน้าที่ที่รับผิดชอบและพร้อมปรับปรุงแก้ไขให้ทันท่วงที 6.ยึดหลักความประหยัดและคุ้มค่า ในการบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภารกิจงานราชทัณฑ์ และประชาชน โดยกรมราชทัณฑ์พร้อมที่จะต่อต้านการทุจริต ร่วมกันสร้างคนดีให้กับสังคม หากพบเห็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตหรือรับผลประโยชน์ สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น กลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรมกรมราชทัณฑ์ หมายเลขโทรศัพท์ 0 267 6017 หรือตู้รับเรื่องร้องเรียนที่ติดตั้ง ณ เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ

วันนี้( 18 ม.ค.61) ที่สถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ พล.ต.ต.สุศักดิ์ ปรักกมะกุล ผบก.ภ.จว.นนทบุรี สั่งการให้ พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ฯจับกุม นายนาย หรือ THAN ZIN อายุ 32 ปี สัญชาติพม่าพร้อมยึดของกลางจักยานยนต์ยี่ย้อฮอนด้า รุ่นคลิก จำนวน 5 คัน ซึ่งจักรยานยนต์ดังกล่าวได้แจ้งความหายในพื้นที่ สน.พลาดพร้าว สน.บางขันและ สน.บางเขน พร้อมเครื่องมือช่าวสำหรับใช้แยกชิ้นส่วนจักรยานยนต์และกล่องกระดาษสำหรับใช้บรรจุส่วนรถจักรยานต์จำนวน 25 กล่อง

โดยพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหารายนี้จะเข้ามาก่อเหตุโจรกรรมรถจักรยานยนต์ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพฯ จะเลือกรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นคลิก125 ไอ รุ่นใหม่เท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบเส้นทางหลบหนีจากกล้องวงจรปิดของกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งต่อมาในวันที่ 16 มกราคม 2561 เจ้าหน้าที่ฯตำรวจได้ขออนุมัติหมายค้นต่อศาลมีนบุรีเพื่อตรวจค้นบ้านเลขที่ 58/600 ซอยรามอินทรา 68 แยก 7-1 แขวง/เขตคันนายาวกรุงเทพฯแต่ไม่สามารถค้นได้เนื่องจากบ้านได้ปิดประตูรั้วไว้แน่นหนา จนกระทั่งเวลา 20.30 น.ได้พบ นายนายหรือ THAN ZIN ขับขี่รถจักยานยนต์ ซึ่งเป็นคันเดียวที่แจ้งหายไว้ที่ สน.บางเขน มาจอดที่บ้านเลขที่ดังกล่าวโดยเจ้าหน้าที่ฯได้ควบคุมตัว นายนายหรือ THAN ZIN และตรวจค้นบ้านตามหมายศาล ได้พบจักรยานยนต์อีก 3 คัน พร้อมของกลางที่ใช้ในการโจรกรรมจักรยานยนต์หลายรายการ นายนายหรือ THAN ZIN ได้ให้การรับสารภาพว่า นายอ้วน ซึ่งเป็นชาวพม่าด้วยกันได้ว่าจ้างให้ตนขับขี่จักรยานยนต์มาทำการแยกชิ้นส่วนและบรรจุลงกล่องเพื่อส่งขายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้ค่าจ้างคันละ 3,000 บาทหลังจากที่มีการโจรกรรมมาจากพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฯตำรวจได้แจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือรับของโจรเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาติ พร้อมกับยึดของกลางและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์เพื่อดำเนินคดีตามกฏมหายต่อไป

17 ม.ค.61 เวลา 15.00 น. ที่กองกำกับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบก.สปพ. พร้อมด้วยพ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ., พ.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบก.สปพ., พ.ต.อ.จักรเพชร เพชรพลอยนิล ผกก.สายตรวจ, พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ รองผกก.สายตรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 คน 1.นายสันติราษฎร์ หรือต้น พุ่มพะเนิน อายุ 34 ปี 2.นายชัยทัต หรือแบงค์ สัตจะบุตร อายุ 24 ปี และ3.น.ส.กชกร หรือ เฟิน บวชสด อายุ 23 ปี พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 80,000 เม็ด และ ยาไอซ์ จำนวน 700 กรัม โทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง กระเป๋าเป้ 1 ใบ โดยสามารถจับกุมได้ที่ ร้านพิซซ่าฮัท ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ กทม.

พล.ต.ต.ภาณุมาศ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนพบว่ามีกลุ่มต้องสงสัยมีพฤติกรรมลักลอบค้ายาเสพติด ย่านลาดพร้าวและย่านรามคำแหง จึงได้ทำการล่อซื้อยาเสพติดจำนวน 20,000 เม็ด เป็นเงินจำนวน 650,000 บาท โดยนัดส่งยาที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เมื่อถึงที่นัดหมายเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวตรวจค้นจับกุม ก่อนที่จะทำการขยายผลไปยังห้องพักของนายสันติราษฎร์ ห้องเลขที่ 424 ธนทรัพย์แมนชั่น ถนนรามคำแหง แขวงและเขตสะพานสูง กรุงเพทฯ จากการตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนอีกจำนวน 60,000 เม็ด และยาไอซ์อีก 700 กรัม


จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 ให้การรับสารภาพว่านำยาบ้ามาซุกซ่อนไว้ที่ห้องดังกล่าว เพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าที่พักอาศัยอยู่บริเวณย่านลาดพร้าวและรามคำแหง ทำมานานกว่า 5 ปีและไม่เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้จนกระทั่งครั้งนี้ โดยนายสันติราษฎร์ เป็นเจ้าของยาเสพติด ส่วนนายชัยทัตและน.ส.กชกร จะเป็นผู้หาลูกค้า เมื่อขายได้ก็จะแบ่งเงินกันตามที่ตกลง จากการตรวจสอบห้องพักดังกล่าวเปิดในชื่อ นายอาร์ต (สงวนชื่อ-สกุล) เช่าห้องในราคา 2,000 บาท โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 ยังไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมหรือยาเสพติดแต่อย่างใด โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้าและไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน พร้อมขยายผลผู้ร่วมขบวนการติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

17 ม.ค.61 เวลา 17.00 น. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท พร้อมด้วยพ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ., พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรมรอง ผบก.ทท.2, พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ รองผกก.สายตรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ร่วมเข้าจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ภายในห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่งย่าน ลาดพร้าว กทม. โดยสั่งการให้สืบสวนสอบสวนเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์จับกุม คนกดเงินและคนโอนเงินในเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ได้ 3 คน คือ Mr. CHEN,HAO- CHIEH สัญชาติ ไต้หวัน อายุ 25 ปี, Mr.HUANG, WEN-TSUNG สัญชาติ ไต้หวัน อายุ 24 ปี และ Mr.SHIN,CHEN- HUNG สัญชาติไต้หวัน อายุ 20 ปี พร้อมของกลาง สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 5 เล่ม บัตรเอทีเอ็มจำนวน 4 ใบ เงินสด 90,600 บาท โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง ใบเสร็จกดเงินตามตู้กดเงินสดต่างๆ และเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ที่ปรากกฎตามกล้องวงจรปิด ที่ใช้กดเงินตามสถานที่ต่างๆ

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย อยู่ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชาวไต้หวัน เดินเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.60 และกลับมาอีกครั้งในวันที่ 14 ม.ค.61 ที่ผ่านมาและมาเช่าห้องพักดังกล่าว 3 วัน คอยตระเวนกดเงิน และโอนเงินไปยังหัวหน้าแก๊ง ซึ่งเข้ามากบดานซ่อนตัวอยู่ในห้องพัก จึงจัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ กระทั่งพบเห็นผู้ต้องหาทั้ง 3 รายเข้ามาพักอาศัยในโรงแรมดังกล่าว จึงแสดงตัวเพื่อขอจับกุมและค้นห้องพัก โดยผู้ต้องหาให้การสารภาพว่า ทำหน้าที่เป็นเพียงคนคอยกดเงินและโอนเงินเท่านั้น
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของความเชื่อมโยงเราพบผู้เสียหายแล้ววันนี้จึงอายัดของกลางทั้งหมดไว้ มูลค่ากว่า 4 แสนกว่าบาท คนร้ายใช้บัญชีของคนไทยโอนผ่านไปถึง 4 แสนกว่าบาท อย่างไรก็ตามจะต้องดำเนินการขยายผลการจับกุมคนไต้หวันเพิ่ม เนื่องจากมีความเชื่อมโยงถึงกันหมด บ่งบอกได้ว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ได้มีมากมาย ซึ่งมีพฤติการณ์ลักษณะเดียวกัน ใช้บัญชีคนไทยโอนเหมือนกัน โดยทางเราได้ประสานงานกับทางต่างแดน ทั้งไต้หวัน, มาเลเซีย และตำรวจสากล หาเบาะแสเพื่อขยายผลการจับกุมไปยังกุมอื่นๆเพิ่มเติม


พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเลข OTP หรือ เลขส่วนบุคคล ได้หารืออย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์คนร้ายที่เปิดบัญชีรับโอน การขายบัญชีคนไทย ไปขอเลข OTP ต่างๆ กับทางหน่วยงานเครือข่ายโทรศัพท์ ซึ่งขณะนี้มีความเข้มงวดมากขึ้น หากมียุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐโทรเข้ามาขอข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือเลข OTP ห้ามให้เด็ดขาด เพราะไม่มีสถาบันการเงินไหนจะโทรมาขออย่างแน่นอน ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ป.ป.ง. และหน่วยงานเครือข่ายโทรศัพท์เพิ่มความเข้มขึ้นอย่างมากเพื่อมาตราฐานความปลอดภัยให้มั่นใจมากขึ้น


“ในส่วนของคนไทยที่ยังทำพฤติกรรมดังกล่าวอยู่ขอให้หยุดให้เลิก ถ้าไม่เลิกจะตามถึงบ้าน เพราะว่าเป็นความเดือดร้อนของคนไทยทั้งประเทศ ถ้าคนไทยไม่ร่วมมือ ขบวนการคอลเซ็นเตอร์จากต่างแดนนั้นเราทำอะไรไม่ได้ เรามีข้อมูลทุกอย่างแล้ว และไม่ได้จับกุมแค่ในประเทศไทย โดยมีการประสานกับเจ้าหน้าที่ ตม.และเจ้าหน้าที่ตำรวจอินเตอร์โพลหรือตำรวจสากลไว้หมดแล้ว ซึ่งประสานข้อมูลกันอยู่ตลอด โดยรูปแบบของอาชญากรรมยังเหมือนเดิม ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ก็ทราบวิธีการทำงานของแก๊งมากขึ้นแล้ว และประสานให้ติดตามจับกุมได้ ทำให้เรื่องการกระทำผิดอาชญากรรมต่างแดน มีช่องว่างน้อยลง และคาดว่าจะหมดไปเร็วๆนี้ โดยประชาชนไม่ต้องกังวลใจ สามารถการประกอบธุรกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ แต่ขอให้มีสติในการทำรายการทุกครั้ง” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าว


จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 ให้การรับสารภาพว่าทำหน้าที่เป็นเพียงคนคอยกดเงินและโอนเงินเท่านั้น เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ถูกแจ้งข้อหากล่าวหาว่า มีและใช้บัตรอิเล็กทรอนิค โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนไป สน.ลาดพร้าว และขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการออกหมายจับดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป