Items filtered by date: Monday, 03 August 2020

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงมหาดไทย เชิญชวนร่วมเชิดชูเกียรติและศักดิ์ศรี ของสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้เสียสละ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ประชาชนอย่างใกล้ชิด ในโอกาส “วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน” ประจำปี 2563 เพื่อเป็นเกียรติแก่สถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 128 อย่างภาคภูมิ มั่นคง และยกย่องให้เป็นผู้นำท้องที่ผู้เสียสละ บำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชนอย่างแท้จริง แม้ในห้วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 

พร้อมมอบรางวัลกำนันผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2563 ให้กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านผู้มีผลงานดีเด่น ที่ได้รับคัดเลือกจากทั่วประเทศให้เป็นตัวอย่างที่ดีสืบต่อไป

โดยวันที่ 10 สิงหาคมของทุกปี นับเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของไทย นั้นก็คือ “วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน” โดยเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงได้พระราชทานกำเนิดกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2435 ที่บ้านเกาะ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งนับถึงปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2563 เป็นเวลาถึง 128 ปี 

  ในการนี้เพื่อเชิดชูเกียรติสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้านให้เป็นที่ปรากฏ ในความเสียสละในการ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ประชาชน กระทรวงมหาดไทย จึงได้มีการมอบรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2563 พร้อมกันนี้ ยังได้มีการนำเสนอประวัติ ความเป็นมาของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ได้ทราบถึงความสำคัญของสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อีกทั้งการนำเสนอผลงาน บทบาท และการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในช่วง สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อส่งผลต่อภาพลักษณ์ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเชิงบวกต่อสาธารณชน ผ่านสื่อในหลายช่องทาง และทางเว็บไซต์ www.กำนันผู้ใหญ่บ้าน.com 

  โดยสารจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาส “วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน” ประจำปี 2563 วันที่ 10 สิงหาคม 2563 ได้มีสารแสดงความปรารถนาดี กล่าวถึงความสำคัญของวันกำนันผู้ใหญ่บ้านในครั้งนี้ว่า

“กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นับเป็นกลไกสำคัญในการช่วยอำนวยการบริหารราชการแผ่นดินในระดับพื้นที่ ช่วยเหลือ ดูแล บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่พี่น้องประขาชน และเชื่อมโยงบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนในการนำนโยบายภาครัฐไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแก่พี่น้องประชาชนตลอดมา ผมขอชื่นชมและขอเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ ท่านที่มุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่และภารกิจต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างเข้มแข็งโดยเฉพาะในห้วงของการแพร่ระบาดของโรดติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ซึ่งทุกท่านได้ทุ่มเท เสียสละปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความอุตสาหะ ในการป้องกันและการควบคุมโรคในระดับตำบลหมู่บ้าน ส่งผลให้การจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผมหวังว่าทุกท่านจะได้ร่วมกันบูรณาการทำงานเชิงรุกโดยยึดหลักภาครัฐของประขาชน เพื่อประชาชนและประโยชน์ส่วนร่วม เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้มีความมั่นคง ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืนตลอดไป”

  ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า “กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน” เป็นตัวแทนของระบบราชการซึ่งปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับงานด้านการปกครองท้องที่ การรักษาความสงบเรียบร้อย การดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยในระดับตำบลและหมู่บ้าน เพื่อ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ประชาชน “ทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น” อีกทั้งให้การสนับสนุนช่วยเหลือการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เกิดประโยชน์และผลดีแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการพัฒนาประเทศให้บรรลุเป้าหมายสู่ความเจริญอย่างยั่งยืนสืบไป#วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #ทุกข์น้อยลงสุขมากขึ้น #เราจะไม่ห่างประชาชน

: Cr;มณสิการ รามจันทร์ 

 

 

การรถไฟแห่งประทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิร่มกล้าเยาวชนใน พระบรมราชินูปถัมป์สถาบันพัฒนาวิสหกิจร่มเกล้า ชมรมรวมใจภักดิ์จักรีวงศ์ และมูลนิธิรถไฟไทย จัดกิจกรรมร่วมรำลึกวิถีแต่งกายด้วยผ้าไทยย้อนอดีตสู่วันวานที่ชวนคิดถึง ในงาน"ย้อนวันวานวิถีผ้าไทยในสยาม"ณ สถานีกรุงเทพ ในวันที่ ๗-๑๒ สิ่งหาคม ๒๕๖๓ ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐-๑๘.๐๐ น.เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระคุณแม่ของแผ่นดินและรวมพลังน้ำใจช่วยเหลือ กลุ่มแม่บ้านผ้าทอในช่วงวิกฤติโควิด-๑๙ ส่งเสริมการใส่ผ้าไทยและสร้างรายได้ให้กับประชาชน

ซึ่งภายในงานกิจกรรมมากมาย เช่นการแสดงเดินแบบแฟชั่นผ้าไทย โดยนายแบบนางแบบกิตติมศักดิ์ การออกร้านผ้าไทย แลงานหัตถศิลป์ต่าง ๆ กว่า ๓๐ ร้าน ที่มาออกบูธในงาน อาหารรสเด็ดจาก ๔ ภาคของไทย การพยากรณ์ดูดวง จาก ๒๐ นักพยากรณ์ชื่อดัง ที่มางานนี้โดยเฉพาะ และร่วมกันจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖ต เวลา ๑๘๐๐ น. การรถไฟแห่งประเทศไทย เลขที่ ๑ ถนนรองเมือง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน การรถไฟแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ ๑๐๓๓๐

ประยงค์ วิลัย ภาพ/ข่าว

 

 

วันที่ 3 ส.ค. 2563 เวลา 12.30 น. นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้รุดเข้าพื้นที่ประสบสาธารณภัย ที่อำเภอเวียงป่าเป้า หลังจากรับทราบปัญหาน้ำท่วม โดยออกตรวจพื้นที่ประสบสาธารณภัย ร่วมกับนายอำเภอเวียงป่าเป้า พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานในพื้นที่ รวมทั้ง ผู้นำองค์กรปกครองท้องที่ ในทุกพื้นที่ที่ประสบสาธารณภัย เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนโดยด่วนที่สุด พร้อมกำชับให้ฝ่ายปกครอง และ อปท. รับแจ้งความเสียหายและประสานงานให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า ทั้งอาหาร และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ประสบสาธารณภัย สถานการณ์อุทกภัยจากน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาดอยนางแก้วและดอยขุนลาว ในพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า จากอิทธิพลของพายุโซนร้อนซินลากู มาตั้งแต่เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากท่วมทุก ตำบลของอำเภอเวียงป่าเป้า และยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การคมนาคม ตลอดทั้งสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก 

     นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำรวจความเสียหายว่ามีพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง จากการสำรวจความเสียหาย จำนวน 7 ตำบล 93 หมู่บ้าน 10,372 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 33,150 ไร่ ได้แก่ ตำบลเวียงกาหลง หมู่ที่ 1-15 จำนวน 3,200 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรประมาณ 19,000 ไร่ , ตำบลแม่เจดีย์ หมู่ที่ 1-16 จำนวน 872 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 5,150 ไร่ , ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ หมู่ที่ 1-14 จำนวน 500 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 500 ไร่ , ตำบลป่างิ้ว หมู่ที่ 1-16 จำนวน 3,500 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 5,000 ไร่ , ตำบลบ้านโป่ง หมู่ที่ 1-7 จำนวน 400 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 500 ไร่ , ตำบลเวียง หมู่ที่ 1-12 จำนวน 1,500 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 1,000 ไร่ , ตำบลสันสลี หมู่ที่ 1-13 จำนวน 400 ครัวเรือน พื้นที่ทางการเกษตรเสียหายประมาณ 2,000 ไร่

บัณฑิตย์ พันธ์พลากร บก เชียงรายข่าวการเมืองชุมชน

                                    วันที่3 ส.ค. 63 เวลา10.00 น.ที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ ถ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1,พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รอง ผบช.ภ1,พล.ต.ต.ไพศาล วงค์วัชรมงคล ผบก.ภ.จ.นนทบุรีและพ.ต.อ.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรีและพ.ต.อ.ธีรวัจน์ ขจรเกียรติภาส ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ ร่วมแถลงการจับกุมนายลาภิศ ทรัพยานนท์ อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่82/158 หมู่6 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและชิงทรัพย์ผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย 

                                ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่1 ส.ค.63 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้รับแจ้งว่าพบศพชายถูกฆ่าปาดคอบริเวณหอพักในซอย ติวานนท์ 27 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี ต่อมาทราบว่าผู่เสียชีวิตคือนายศักดิ์ หรือเจ๊บอย คีนีแก้ว อายุ 48 คนดูแลหอพักดังกล่าว โดยมีทรัพย์สินที่หายไปคือสร้อยคอทองคำหนัก2 บาท,สร้อยข้อมือทองคำหนัก3 บาทและแหวนทองคำหนัก1 บาท

                             จากการสืบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุนายศักดิ์ ได้นั่งทานข้าวกับเพื่อนบ้านแล้วได้มีโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาขอดูห้องพัก หลังจากนั้นเวลา19.30 น.จึงมีคนพบศพผู้ตายอยู่บริเวณบันไดระหว่างชั้น2กับชั้น3 เจ้าหน้าที่สืบสวนจึงได้เช็คกล้องวงจรปิดพบชายต้องสงสัยที่เดินทางมาติดต่อเช่าห้องพัก ส่วนอีกชุดสืบสวนจากเบอร์โทรศัพท์ที่โทรเข้ามาหาผู้ตายจนทราบว่าเจ้าของเบอร์โทรคือนายลาภิศ จึงทำการขอศาลอนุมัติออกหมายจับ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่านายลาภิศ อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเดอะ เมโท ถ.หอการค้า ต.คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงนำกำลังเข้าจับกุม 

                                    โดยนายลาภิศ ได้ให้การรับสารภาพว่า"เมื่อช่วงกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ได้มาติดต่อขอดูห้องเช่าที่เกิดเหตุ และเห็นผู้ตายใส่ทรัพย์สินจำนวนมาก จึงได้ย้อนกลับมาทำทีขอดูห้องเช่านายศักดิ์ จึงได้พามาดูห้องที่ชั้น 3 หลังจากดูห้องเสร็จ ระหว่างที่ นายศักด์ เดินนำหน้าลงบันได คนร้ายได้ใช้อาวุธมีดที่เตรียมมาปาดคอ นายศักดิ์ จนล้มลง แล้วจึงเอาทรัพย์สินไปจำนำแถวๆอ้อมใหญ่ จ.นครปฐม"

                                  หลังจากนั้นจึงนำตัวมาทำแผนที่เกิดเหตุ ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของประชาชนที่มามุงดูจำนวนมาก เสร็จแล้วจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป.

กองปราบปราม โดยการอำนวยการสั่งการของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป., พ.ต.อ.มนตรี เทศขัน รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป./หน.ชุดปฏิบัติการหลัก ศปจร.ก. พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิงห์ชัย ฐานไชยสิทธิ์ รอง ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผกก.๓ บก.ป., พ.ต.ต.หญิง กัญจิรา นรสาร สว.ปฏิบัติราชการ กก.3 บก.ป../เลขาฯ ชุดปฏิบัติการหลัก ศปจร.ก., ร.ต.อ.ปองธรรม ปองไป รอง สว.กก.3 บก.ป.,ร.ต.อ.ปุรณัฐ สุวรรณวิศาล รอง สว.กก.3 บก.ป., ด.ต.วิชาญ บุญเกลี้ยง ผบ.กก.3 บก.ป., ส.ต.อ.อรรถพล บุญลิลา ผบ.หมู่ กก.3 บก.ป. 

ได้ร่วมกันสืบสวนจับกุม กลุ่มแก๊งเครือข่ายลักลอบนำรถยนต์มาดัดแปลง และส่งออกนอกราชอาณาจักร โดยลงพื้นที่ตรวจสอบใน จ.มุกดาหาร,จ.อุบลราชธานี และ จ.สกลนคร จำนวน 3 ครั้ง ยึดรถยนต์ของกลางได้จำนวน 26 คัน พร้อมของกลางอื่นๆอีกจำนวนหลายรายการ

โดยก่อนหน้านี้ทางกองปราบปรามได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผ่านทาง Facebook Page “กองปราบปราม” ว่ามีรถถูกยักยอกและไปโผล่ที่ประเทศลาว กองปราบปรามจึงได้ลงพื้นที่เพื่อสืบสวนเป็นเวลา 2 เดือนจึงได้พบแก๊งค้ารถข้ามชาติทั้งเครือข่าย

ต่อมาวันที่ 1.มี.ค.2563 ได้ขออนุมัติหมายค้นจากศาล เพื่อทำการตรวจค้นพื้นที่ใน จ.มุกดาหาร ทั้งหมด 4 จุด โดยสามารถตรวจยึดรถยนต์ จำนวน 18 คัน พร้อมอุปกรณ์ หลักฐานการปลอมแปลงเอกสาร และการดัดแปลงแก้ไขตัวรถ ต่อมาในวันที่ 12 พ.ค.63 ได้ขออนุมัติหมายค้นจากศาล เพื่อทำการตรวจค้นพื้นที่ใน จ.อุบลราชธานี ทั้งหมด 2.จุด โดยสามารถตรวจยึดรถยนต์ จำนวน 7 คัน พร้อมแผ่นโลหะมีร่องรอยการตัด ระบุหมายเลขตัวรถ จำนวน 85 ชิ้น และเมื่อวันที่ 14 พ.ค.63 ขออนุมัติหมายค้นจากศาล เพื่อทำการตรวจค้นจุดซุกซ่อนรถพื้นที่ จ.สกลนคร ตรวจยึดรถยนต์ได้ จำนวน 1 คัน และพยานหลักฐานอื่นๆ

ซึ่งภายหลังจากการตรวจยึดของกลางดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ร่วมกับ พงส.กก.3 บก.ป. ตรวจสอบรายละเอียดและข้อเท็จจริงทั้งหมด ปรากฎว่า รถยนต์ที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว เป็นรถยนต์ที่มีการแก้ไขหมายเลขตัวถัง และหมายเลขเครื่องยนต์ จำนวน 8 คัน และในจำนวนรถยนต์ที่ถูกนำมาตอกหมายเลขตัวถัง และหมายเลขเครื่องยนต์นั้น ตรวจสอบพบว่าเป็นรถยนต์ที่ได้มาจากการโจรกรรมโดยผิดกฎหมายอีกด้วย 

ซึ่งจากการสอบสวนกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ให้การรับสารภาพว่า ได้รับซื้อรถยนต์ที่หลบหนีบริษัทไฟแนนท์ (สินเชื่อ) จากผู้เช่าซื้อที่มีความเดือดร้อนเรื่องเงิน โดยเป็นการซื้อต่อๆกันมาในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด หรือรับซื้อรถยนต์จากตลาดมืด หรือเพจรถหลุดจำนำ หลังจากนั้นจะนำมาแก้ไข ดัดแปลง ตอกหมายเลขตัวรถและหมายเลขเครื่องยนต์ให้ตรงกับเอกสารประกอบตัวรถที่ได้เตรียมเอาไว้แล้ว ให้มีลักษณะ ตรงรุ่น ตรงสี หรือเรียกว่าเป็นการสวมยกชุด หลังจากนั้นจะนำเอกสารรถยนต์เท็จไปแสดงต่อกรมการขนส่งทางบก, เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ศุลกากร เพื่อลักลอบนำรถยนต์ออกนอกราชอาณาจักรไทย โดยข้ามผ่านสะพานมิตรภาพทางช่องทางปกติ ไปส่งขายต่อให้กับกลุ่มพ่อค้าฝั่งประเทศลาวทำมา 3 ปีแล้ว

โดยปัจจุบันทางพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่กระทำความผิดในข้อหา “ปลอมและใช้เอกสารของทางราชการปลอม” และอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้ร่วมขบวนการ ไปแล้วจำนวน 5 รายมีมูลค่าความเสียหาย 100 กว่าล้านบาท และเตรียมขยายผลจอออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป

การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐาน “ปลอมหรือใช้เอกสารราชการกรมการขนส่งทางบกปลอม (ป.อาญา ม.265 ประกอบ ม.268), แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน (ม.267) และความผิดตาม มาตรา ๒๗ พ.ร.บ.ศุลกากร พุทธศักราช 2469 “ผู้ใดนําหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือของต้องจํากัด หรือของต้องห้ามหรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรไทยก็ดีหรือส่ง หรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพระราชอาณาจักรก็ดีหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ”

 

 

 

 

วันที่ 3 ส.ค. 63 “นายสราวุธ เบญจกุล” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยความคืบหน้าการพัฒนาระบบฐานข้อมูลหมายจับเอวิส (AWIS) ระหว่างศาลและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมว่า ขณะนี้ ในปี 2563 การบันทึกข้อมูลขอหมายจับลักษณะออนไลน์ ผ่านระบบ AWIS 

ศาลสามารถเชื่อมโยงระบบข้อมูลใช้ได้กับสถานีตำรวจทั่วประเทศแล้วทั้งในเขตนครบาลและตำรวจภูธร แบบ 100 % เช่นเดียวกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมทั้งการเชื่อมโยงกับระบบข้อมูล

ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ทั้งนี้ สำหรับ ตม. นับตั้งแต่ทำ MOU เดือน พ.ย. 62 ระบบแจ้งข้อมูลผู้ถูกออกหมายจับไปยัง ตม. เพื่อทราบกรณีตรวจสอบบุคคลยังด่านต่าง ๆ ก็รวดเร็วขึ้น เพราะส่งข้อมูลแบบ REAL TIME ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทั้ง 2 หน่วยงาน อย่างไรก็ดีสำหรับศาลยุติธรรม ที่ได้ใช้ระบบหมายจับออนไลน์ทั่วประเทศก็มีทั้งสิ้น 265 แห่ง โดยสถิตินับตั้งแต่

วันที่ 1 ต.ค. 62 – 31 พ.ค. 63 มียื่นคำร้องผ่านระบบ 26,792 คำร้อง โดยมีหมายจับออกไปจำนวนทั้งสิ้น 60,146 หมายจับ

ทั้งนี้ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยังกล่าวถึงการเสริมอัตรากำลัง “เจ้าพนักงานตำรวจศาล” หรือคอร์ทมาแชล (Court Marshal) ที่ศาลได้จัดให้มีเจ้าพนักงานตำรวจศาลทั้งชาย-หญิงครั้งแรก

เมื่อปี 2562 จำนวน 35 คนด้วยว่า ในส่วนของเจ้าพนักงานตำรวจศาลที่จะเพิ่มเติมชุดที่สอง ขณะนี้เราได้คัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาแล้วประมาณ 226 คน โดยเข้าสู่การฝึกอบรมแล้วในวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งขั้นตอนการอบรมนั้นจะเสร็จสิ้นช่วงเดือน ส.ค.63 นี้ เมื่อผ่านกระบวนการตามขั้นตอนครบถ้วนทั้งหมดเมื่อรวมจำนวนคอร์ทมาแชลทั้งชุดแรกและชุดที่สองแล้ว มีจำนวนทั้งสิ้น 

261 คน ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรม จะดำเนินการจัดสรรกำลังเจ้าพนักงานตำรวจศาล กระจายประจำการยังศาลใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ 

โดยเจ้าพนักงานตำรวจศาล หรือ Court Marshal ภารกิจสำคัญประการหนึ่งถือเป็นส่วนเสริม

ที่ทำให้ระบบการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กำไลข้อเท้า EM มาช่วยเรื่องปล่อยชั่วคราว มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นด้วย เพราะถ้าใครหลบหนีเราก็ติดตามทันทีจากเดิมที่กระบวนการติดตามไม่มีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพ ก็กลายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจศาลเป็นเจ้าภาพชัดเจนในการเริ่มกระบวนการ ส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าถ้าหนีปั๊บเจ้าพนักงานตำรวจศาลก็ตามเลย อย่างไรก็ดีเกี่ยวกับมาตรการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กำไลข้อเท้า EM มาช่วยเรื่องปล่อยชั่วคราว นับตั้งแต่ มี.ค. 61 – พ.ค. 63 เราใช้อุปกรณ์ไปทั้งหมด 14,601 คดี ซึ่งตรงนี้จะเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนตามนโยบายประธานศาลฎีกา ในส่วนที่ไม่มีเงิน ไม่มีหลักทรัพย์มาวางประกัน 

ขณะที่ระบบมอนิเตอร์ติดตามสัญญาณอุปกรณ์ก็ออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมงดูว่ามีการออกนอกเขตพื้นที่หรือไม่ มีความพยายามหลบหนีหรือไม่ โดยทางสถิติ ณ เดือน ก.ค.63 พบว่ามีผู้ต้องหา/จำเลย หลบหนีระหว่างปล่อยชั่วคราวโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งศาลออกหมายจับ 494 ราย สามารถติดตามจับกุมได้ 312 ราย โดยอยู่ระหว่างการติดตาม 182 ราย อย่างไรก็ตามตลอดการใช้งานในอุปกรณ์ของศาล เราไม่มีข้อขัดข้อง ขณะที่เราก็ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นด้วย เช่น กรมคุมประพฤติ หรือแม้กระทั่งตำรวจ ซึ่งเดิมเมื่อเริ่มต้นช่วงแรก ๆ มีชุดกำไลข้อเท้า EM ใช้ประมาณ 5,000 ชุด แต่หลายปีที่ผ่านมา

ได้ส่งเสริมและพัฒนาจนมีจำนวนที่ใช้กำไลข้อเท้า EM เพิ่มมากขึ้น

 

 

Published in กทม.