Items filtered by date: Monday, 01 June 2020

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค6 พร้อมคณะ จัดกิจกรรม "รับอาหารฟรีครับ จาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบางระกำ สู้ภัยโควิด-19

พล.ต.ท.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ ผบช.ภ.6 พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิระวุฒิ ตัณฑศรี รอง ผบก.ฯ ปฏิบัติราชการ สนง.ผบช.ภ.6 และข้าราชการตำรวจ สภ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ร่วมจัดกิจกรรม "รับอาหารฟรีครับ จาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ณ ศาลาการเปรียญวัดหล่ายโพธิ์ ต.ปลักแรด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เมื่อช่วงเย็นวันนี้ (1 มิ.ย.63)

นอกจากนี้ ยังได้แจกจ่ายถุงยังชีพ ที่ภายในบรรจุข้าวสารอาหารแห้งให้กับประชาชน พร้อมทั้งเยี่ยมประชาชนผู้สูงอายุภายในบ้านพัก ตลอดจนผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ ต.ปลักแรด อ.บางระกำ และพื้นที่ใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม ในการมอบสิ่งของครั้งนี้ ทางคณะยังได้ปฏิบัติตามแนวทางของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โควิด-19 โดยใช้ social distancing เว้นระยะห่าง พร้อมใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 อีกด้วย

วันที่ 1 มิ.ย. 2563 เวลา 11.00 น. ได้มีชาวบ้านที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน บ้านสันทรายใหม่ หมู่ 11 ต.แม่สายมิตรภาพ อ.แม่สาย จ.เชียงราย จำนวน 40 คนเดินทางไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สาย ว่าไม่สามารถถอนเงินฝากจากสหกรณ์ได้ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจึงร่วมลงชื่อกันทั้งหมดร่วม 200 คน ทางเจ้าหน้าที่จึงสอบปากคำเบื้องต้นทราบว่าสหกรณ์ดังกล่าวเปิดให้สมาชิกได้ออมทรัพย์ทุกวันเสาร์ที่ 1 ของเดือน ขั้นต่ำคนละ 50 บาท โดยมีคณะกรรมการกองทุนสหกรณ์ฯ คอยดูแลอำนวยความสะดวก 

     กระทั่งเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมาสมาชิกบางคนประสงค์ที่จะถอนเงินออมทรัพย์ออกมาใช้จ่ายในครอบครัว แต่ปรากฎว่าประธานและกรรมการกองทุนฯ กลับแจ้งว่าไม่สามารถจะให้สมาชิกถอนเงินไปได้โดยไม่ได้แจ้งเหตุผลและแจ้งให้ไปถอนเงินในวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมาแทน อย่างไรก็ตามเมื่อถึงกำหนดสมาชิกก็ไปขอถอนเงินอีกแต่ก็ได้รับแจ้งเช่นเดิมและให้เลื่อนการถอนไปเป็นวันที่ 6 มิ.ย.นี้อีก ส่งผลทำให้สมาชิกบางคนเดือดร้อน

     จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่าทางคณะกรรมการกองทุนฯ ได้มีการจัดประชุมชี้แจงข้อมูลเมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมาโดยระบุว่าจะให้สมาชิกถอนเงินออมทรัพย์ได้ในวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมาแต่เมื่อถึงกำหนดก็แจ้งว่าไม่สามารถถอนเงินได้อีกโดยไม่ได้บอกเหตุผล แต่อ้างว่าจะพยายามคืนเงินออมทรัพย์ให้กับสมาชิกโดยขอรวบรวมและแก้ปัญหาดังกล่าวภายในเดือน มิ.ย.นี้ก่อน จึงเป็นเหตุให้สมาชิกมีความสงสัยอย่างมากและพากันไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะนำเรื่องไปประสานกับทาง อ.แม่สาย เพื่อขอความช่วยเหลือต่อไป 

      ด้านตัวแทนชาวบ้าน เปิดเผยว่าทางสหกรณ์มีสมาชิกที่นำเงินไปออมทรัพย์ไว้ประมาณ 200 กว่าคน มียอดเงินรวมกันประมาณ 600,000 บาท เมื่อชาวบ้านต้องการนำเงินมาใช้ในช่วงนี้ จึงไปขอถอนเงินปรากฎว่ากลับไมได้รับและยังทำให้เรื่องยืดเยื้อมานานร่วม 1 เดือนแล้ว ส่งผลให้ชาวบ้านเดือดร้อนและล่าสุดเมื่อไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วก็ได้รับคำแนะนำให้ไปร้องต่อศูนย์ดำรงค์ธรรม อ.แม่สาย ซึ่งทางชาวบ้านก็จะไปร้องทุกข์ตามขั้นต่อไป

บัณฑิตย์ พันธ์พลากร ข่าว/ภาพ/เชียงราย

วันนี้ (1 มิถุนายน 2563) นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยข้อมูลสถิติคดีความผิดตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ซึ่งศูนย์ข้อมูลคดี สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม ได้รวบรวมสถิติคดีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ภายหลังรัฐบาลออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 

โดยภาพรวมสถิติคดีสะสมตั้งแต่วันที่ 1 - 31 พฤษภาคม 2563 มีจำนวนคดีที่เข้าสู่การพิจารณาในกลุ่มศาลอาญา ศาลจังหวัด และศาลแขวง ทั้งหมด 14,727 คดี พิพากษาแล้วเสร็จ ทั้งหมด 14,176 คดี (คิดเป็นร้อยละ 96.26) จำนวนจำเลยที่ขึ้นสู่การพิจารณาทั้งหมด 21,113 คน ข้อหาที่มีการกระทำความผิดสูงสุด คือ ฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จำนวน 20,736 คน ส่วนจังหวัดที่มีผู้กระทำความผิดสูงสุดในการฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 คือ กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,797 คน ส่วนในกลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว มีจำนวนคำร้องที่ขอตรวจสอบการจับ รวมทั้งสิ้น 813 คำร้อง จำนวนเยาวชนที่เข้าสู่การตรวจจับที่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด 891 คน ข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบจับกุม สูงสุด คือ ฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จำนวน 884 คน

นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า ภายหลังจากที่มีการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะเห็นได้ว่าสถิติคดีในกลุ่มศาลอาญา ศาลจังหวัด และศาลแขวง ในเดือนเมษายนตลอดทั้งเดือนมีปริมาณคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาทั้งหมด 17,466 คดี เดือนพฤษภาคม จำนวน 14,727 คดี เมื่อนำมาเปรียบเทียบพบว่าสถิติคดีมีปริมาณลดลง 2,739 คดี ขณะที่ในส่วนของกลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว สถิติการจับกุมในเดือนเมษายน มีจำนวน 1,262 คดี เดือนพฤษภาคม มีจำนวน 813 คดี เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองเดือนพบว่าสถิติมีการลดลง จำนวน 449 คดี ซึ่งสาเหตุอาจเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และประชาชนเข้าใจในแนวทางปฎิบัติ เริ่มมีการปรับตัวให้อยู่กับสถานกราณ์ปัจจุบันมากขึ้น พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างจริงจัง 

เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับคดีที่มีการเลื่อนนัดพิจารณาคดีในช่วง

เดือนมีนาคม -พฤษภาคม เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น ขณะนี้ศาลยุติธรรมทั่วประเทศมีความพร้อมที่จะเริ่มกลับมาพิจารณาคดีเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิถุนายน 2563 โดยคณะอนุกรรมการศึกษาติดตามและแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการคดีภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของศาลยุติธรรม ซึ่งมีนางเมทินี ชโลธร รองประธานศาลฎีกาเป็นประธานคณะอนุกรรมการ ได้กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการคดีและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งสถานที่และบุคลากรสำหรับการพิจารณาคดีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในเดือนมิถุนายน 2563 เช่น กำหนดให้คู่ความและผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องพิจารณาใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สวมหน้ากาอนามัยตลอดเวลา และให้อยู่ห่างจากบุคคลอื่นในระยะอย่างน้อย 1 – 1.5 เมตร หรือให้เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์จัดให้อยู่ในบริเวณที่เหมาะสม จัดให้มีจุดบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้คู่ความหรือทนายความสามารถยื่นคำคู่ความหรือเอกสารใด ๆ โดยที่มีเจ้าหน้าที่รับและมีระบบการติดตามทราบคำสั่งหรือความคืบหน้าของคดี 

สำหรับศาลที่มีทางเดินรถภายในที่สะดวก กว้างขวาง อาจจัดให้มีการบริการ Drive Thru เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาติดต่อโดยไม่ต้องลงจากรถ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ที่เข้าไปในอาคาร สะดวกแก่การดูแลสุขอนามัยภายในศาล สำหรับการติดต่องานบริเวณจุดรับบริการหรือเคาน์เตอร์ระหว่างเจ้าหน้าที่ศาลกับผู้มาติดต่อราชการ กำหนดให้มีเส้นแบ่งหรืออุปกรณ์เพื่อการเว้นระยะห่างบุคคลอื่น (Social Distancing) และให้ศาลจัดเตรียมหน้ากากอนามัยสำรองไว้เพื่อให้บริการแก่คู่ความหรือผู้มาติดต่อราชการในกรณีที่ไม่ได้นำหน้ากากอนามัยติดตัวมาศาลด้วย 

นอกจากนี้ ในการออกหมายและส่งหมายแจ้งวันนัดสำหรับคดีทุกประเภทให้ใช้ความระมัดระวัง และบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางและสถานที่ตามที่ได้ดำเนินการให้ละเอียดชัดเจน สำหรับคดีจัดการพิเศษที่รับฟ้องใหม่ ควรกำหนดนัดพิจารณาแบบเหลื่อมเวลา รวมถึงในกรณีออกหมายเรียกพยานบุคคลมาเบิกความที่ศาล ให้ระบุเวลาไว้ในหมายเรียกให้สอดคล้องกับเวลานัดหรือเวลาที่พยานจะต้องเข้า

เบิกความ เพื่อลดระยะเวลาที่คู่ความ ทนายความ และผู้เกี่ยวข้องต้องรอการพิจารณาและลดความแออัดในห้องพิจารณา เป็นต้น

ส่วนที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) 

ได้มีมาตรการผ่อนปรนให้กิจกรรม/กิจการบางประเภทเปิดทำการเพิ่มเติมได้ (ผ่อนปรนเฟส 3) และให้การเดินทางข้ามจังหวัดภายใต้มาตรการที่ราชการกำหนด รวมถึงลดเวลาการออกนอกเคหสถานลง 1 ชั่วโมง เป็นเวลา 23:00 น.- 03:00 น.ของวันรุ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันนี้เป็นวันแรก ขอให้พี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการยึดหลักสาธารณสุขเป็นหลัก รวมถึงศึกษาข้อกำหนดของมาตรการการผ่อนปรนอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการระบาดระลอกสอง หรือ second wave ที่อาจจะเกิดขึ้นเหมือนหลายๆ ประเทศ 

 

Published in กทม.