Items filtered by date: Thursday, 22 March 2018

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 22 มี.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.ท.กฤช เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา รองผกก. (สอบสวน) กก.3บก.ปอท.พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง ได้ทำการเบิกตัว น.ส.กนกพรรณ หมวกไสว หรือ ฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมเคลื่อนไหวและสนับสนุน นายปรีชาใคร่ครวญ และรัตนาภรณ์ สุธาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น สองผู้ต้องหาในคดีหวยอลเวง เพื่อนำตัวไปฝากขังผลัดแรกที่ศาลอาญารัชดา ทั้งนี้ระหว่างการควบคุมตัว น.ส.กนกพรรณ ไปยังรถที่จัดเตรียมไว้นั้น น.ส.กนกพรรณ ยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และโบกมือทักทายผู้สื่อข่าวอย่างเช่นเคย

ต่อมาเวลา 13.30 น. ของวันเดียวกัน นายปรีชา ไคร่ครวญ นางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือ เจ๊บ้าบิ่น ผู้ต้องหาในคดีหวยอลเวง 30 ล้านบาท พร้อมด้วย นายวรยุทธ บุญวงษ์ใส ทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ป. เพื่อยื่นหนังสือขอให้มีการสอบสวนพยานบุคคลเพิ่มเติมในคดีดังกล่าว และขอคัดลอกเอกสารทางสำนวนคดีบางอย่างกับทางพนักงานสอบสวน

นายปรีชา กล่าวว่า สำหรับการเดินทางมายังกองปราบปรามฯในวันนี้ก็เพื่อต้องการยื่นเรื่องขอให้ทางพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าวมีการสอบสวนพยานบุคคลเพิ่มเติมในบางประเด็นที่ยังขาดไป เนื่องจากเห็นว่าประเด็นดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี นอกจากนี้ยังได้ถือโอกาสมาขอหลักฐานรายละเอียดทางสำนวนคดีบางส่วน ประกอบด้วย บันทึกการจับกุม การแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิ์ของทางผู้ต้องหา เพื่อเตรียมไว้ใช้ในการยื่นเรื่องขอคัดสำนวนคดีจากทางพนักงานสอบสวน บก.ป. ก่อนนำไปมอบให้กับกระทรวงยุติธรรมใช้ประกอบการพิจารณาจากกรณีที่ตนได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกระทรวงยุติธรรมเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคดีหวยอลเวงเป็นคดีพิเศษ “ส่วนที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเดินสายเข้าร้องเรียนตามหน่วยงานต่างๆก็ถือเป็นการทำตามเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ เนื่องจากหน่วยงานที่ได้เข้าร้องเรียนนั้นก็มีสิทธิ์ในการพิจารณาคดีดังกล่าวด้วยเช่นกัน ส่วนหลังจากนี้จะมีการไปร้องเรียนตามหน่วยงานอื่นๆเพิ่มเติมอีกหรือไม่นั้นยังไม่สามารถบอกได้คงต้องรอดูผลจากการร้องเรียนตามหน่วยงานที่ผ่านมาก่อน” นายปรีชากล่าว

นายปรีชา กล่าวว่า หลังจากที่เข้าร้องเรียนตามหน่วยงานต่างๆตนยอมรับว่ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เนื่องจากได้ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ซึ่งตนก็คาดหวังว่าทางผู้ใหญ่จะมีเมตตา คิดทบทวนถึงเรื่องดังกล่าวทั้งหมดอีกครั้ง อย่างไรก็ตามตนอยากฝากขอบคุณไปยังประชาชนที่ยังคงติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว และคำติชมต่างๆนานา อย่างไรก็ตามอยากบอกว่าขณะนี้คดีดังกล่าวศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นเจ้าของหวยที่แท้จริง และในเดือน พ.ค. ศาลแพ่งจะมีการนัดสืบพยานเกี่ยวกับที่ไปที่มาของลอตเตอรี่ดังกล่าว ซึ่งการจะตัดสินว่าใครเป็นเจ้าสิทธิ์ลอตเตอรี่นั้นเป็นหน้าที่ของศาล และในเมื่อยังไม่มีการตัดสิน ตนก็ยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ อีกทั้งก่อนหน้านี้ตนไม่เคยบอกว่าถูกทางตำรวจกองปราบฯบังคับข่มขู่ให้ยอมรับสารภาพนั้น ตนบอกเพียงว่า ว่าถูกทางตำรวจกองปราบฯพูดจาโน้มน้าว ชักจูงให้ยอมรับสารภาพเท่านั้น

ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จากการที่ น.ส.กนกพรรณ หมวกไสว หรือ "ฟ้า" ออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะเหมือนกับขัดแย้งกันนั้น นายปรีชา ตอบว่า ก็ตามที่ น.ส.กนกพรรณ บอกไปแล้วว่าจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคดีดังกล่าวอีก แต่ก็ยังเป็นพี่น้องกันและน.ส.กนกพรรณ เองนั้นก็ยังเป็นเพื่อนกับพี่สาวของตนเอง ซึ่งหลังจากนี้ตนก็จะเดินทางไปเยี่ยม น.ส.กนกพรรณ ที่ ศาลอาญา อีกด้วย เพราะยังคงเป็นห่วง และไม่ได้กังวลว่า น.ส.กนกพรรณ จะให้การกับตำรวจเกี่ยวกับคดีของตนจนทำให้ตนเสียเปรียบทางรูปคดี เพราะตัวน.ส.กนกพรรณ เองก็ไม่ได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคดีดังกล่าวในเชิงลึกมากนัก

ด้าน พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอบ ผบก.ป. กล่าวว่า วันนี้ทางด้านนายปรีชาและน.ส.รัตนาพรได้เดินทางมาขอเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางคดี อาทิ บันทึกจับกุม เนื่องจากนายปรีชาจำไม่ได้ว่าเอาบันทึกจับกุมไปไว้ที่ใด อีกทั้งยังขอให้ทางพนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีก 2 ปาก ประกอบด้วยพยานบุคคลที่เคยเข้าให้ปากคำกับไปแล้ว 1 ราย และพยานบุคคลรายใหม่ที่ยังไม่เคยให้ปากคำอีก 1 ราย สำหรับประเด็นที่จะสอบนั้นก็เป็นประเด็นเดิม แต่เมื่อมีการร้องขอ ก็จะดำเนินการให้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า กรณีที่นายปรีชาและน.ส.รัตนาพร เดินทางไปร้องเรียนตามที่ต่างๆ นั้นก็สามารถทำได้เนื่องจากเป็นสิทธิผู้ต้องหา ทั้งนี้หากกระทรวงยุติธรรมหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษหรือจะมีการเปลี่ยนชุดพนักงานสอบสวน ก็คงอยู่ที่ดุลยพินิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่คงไม่กระทบกับตัวสำนวนคดีที่ทำอยู่ และหากว่าทางดีเอสไอรับคดีดังกล่าวจริง ทางกองปราบก็พร้อมที่จะส่งสำนวนทั้งหมดให้กับดีเอสไอไปดำเนินการต่อ

พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่นายปรีชามีการให้สัมภาษณ์ว่าถูกพนักงานสอสวนของกองปราบปรามชักจูง โน้มน้าว ให้นายปรีชาและน.ส.รัตนาพร รับสารภาพนั้น ในส่วนนี้ขอยืนยันว่าไม่มีการพูดจาโน้มน้าวให้ผู้ต้องหายอมรับสารภาพแต่อย่างใด อีกทั้งผู้ต้องหาทั้งสองคนเองก็ได้ยืนกรานที่จะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอยู่แล้ว นอกจากนี้ทางกองปราบยังได้ทำการตรวจสอบถ้อยคำต่างๆของนายปรีชาและ น.ส.รัตนาพร ว่ามีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในลักษณะพาดพิงการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจกองปราบว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือใช้ถอยคำหมิ่นประมาทจนทำให้ภาพลักษณ์ตำรวจเสียหายหรือไม่ แต่จากการตรวจสอบที่ผ่านมายังไม่พบการกระทำความผิดแต่อย่างใด

ตำรวจภูธรภาค ๓ เตรียมรับมือการจราจร เทศกาลสงกรานต์
บูรณาการรร่วมหน่วยงานอื่น มุ่งมั่นลดการเกิดอุบัติเหตุ ปรามพวกเมาแล้วขับโทษหนักแน่

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 มี.ค.พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๓/ประธาน พร้อมด้วย พล.ต.ต.จิตรจรูญ ศรีวนิชย์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๓, พล.ต.ต.ไพโรจน์ บุญเต็ง ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค ๓, พล.ต.ต.วัชรินทร์ บุญคง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา, ผู้แทนกองบังคับการตำรวจทางหลวง และ ผู้แทนหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, ผู้อำนวยการแขวงการทางที่ ๑, ๒, และ ๓, ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ๕ จังหวัดนครราชสีมา, นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, ขนส่งจังหวัดนครราชสีมา, หน่วยกู้ภัยจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (VDO Conference) กับ ตำรวจภูธรภาค ๑, ๒ และ ๔ เรื่องการบูรณาการเตรียมความพร้อมการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ ๒๕๖๑ ณ ห้องประชุม ๓ ตำรวจภูธรภาค ๓ วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๙.๐๐ น.

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ จะเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ปริมาณยานพาหนะบนท้องถนน และโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ โดยเฉพาะจังหวัดนครราชสีมา เป็นประตูหน้าด่านสู่อีสาน ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค ๓ จากสถิติของทุกปีที่ผ่านมา จังหวัดนครราชสีมา ประสบปัญหาการจราจรติดขัดสะสมเป็นจำนวนมาก รวมทั้งจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และทรัพย์สินเสียหายจากอุบัติเหตุทางจราจร เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

ตำรวจภูธรภาค ๓ ได้ร่วมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกการจราจรและดูแลประชาชนที่เดินทางไปกลับให้เกิดความสะดวกปลอดภัย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ภายใต้การควบคุมกำกับ ควบคุม ดูแลของ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๓ และมอบหมายรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๓ ควบคุม กำกับ ดูแล ในแต่ละจังหวัดที่ได้รับมอบหมายในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและลดอุบัติเหตุ


ตำรวจภูธรภาค ๓ จึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีการเตรียมความพร้อมในการเดินทาง ศึกษาเส้นทาง โดยเฉพาะการใช้เส้นทางลัด เส้นทางรองที่ทางหลวงได้ปรับสภาพถนนให้พร้อมใช้งาน จะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทาง กรณีที่เส้นทางหลักมีปัญหาด้านการจราจร ขอให้ผู้ขับขี่เคารพกฎจราจร งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกประเภท และขับรถด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การเดินทางของประชาชนถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพทุกท่าน

ด้วยความตระหนักถึงพิษภัยอันตรายของภาชนะโฟม (Polystyrene) ที่มีต่อสุขภาพ และก่อภาวะโลกร้อน จังหวัดภูเก็ตจึงกำหนดให้มีการบันทึกข้อตกลง MOU ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ให้ดำเนินการงดใช้โฟม 100%

นายถาวรวัฒน์ คงแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของ
ประเทศไทย นอกจากจะต้องรับผิดชอบต่อประชาชน เยาวชนในสังคมแล้ว ยังต้องรับผิดชอบต่อนักท่องเที่ยวทุกคนด้วย โดยคำนึงถึงภาชนะที่นำมาบรรจุอาหารให้ลูกค้าได้บริโภคต้องได้รับมาตรฐานความปลอดภัยสูง ดังนั้น จึงมอบหมายให้หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัด ดำเนินการร่วมกับภาครัฐ และเอกชนทุกภาคส่วนทำการลงนามบันทึกข้อตกลง MOU เพื่อให้ร่วมมือกันงดใช้โฟม 100% ในจังหวัดภูเก็ต โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงสนับสนุนการดำเนินงานของจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษ ไทย จำกัด จัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ให้ในราคาที่เหมาะสม หลังจากนั้นให้เวลาหน่วยงานต่างๆ ไปประชาสัมพันธ์ และปรับเปลี่ยน กำหนดความสำเร็จของโครงการภายในเดือนกรกฎาคม 2561 และมอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ตรวจสอบให้เรียบร้อย


นายแพทย์ จิรพันธ์ เต้พันธ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า กล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไปเป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำๆ จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วย "สารสไตรีน" เป็นสารที่ออกฤทธิ์ทำให้สมองมึนงง สมองเสื่อม หงุดหงิดง่ายมีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ และเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด ถ้าเป็นผู้ชายรับประทานเข้าไปมากๆ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น และอาจส่งผลให้ทั้งชายและหญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งตับสูงขึ้นด้วยแม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็ตาม
สำหรับสไตรีนถือเป็นสารอันตรายที่สหรัฐฯ เพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็งหญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟมมีโอกาสทำให้ลูกสมองเสื่อมกลายเป็นเอ๋อ อวัยวะบางส่วนพิการ ส่วนคนทั่วไป ถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า” อาหารตามสั่งหรือข้าวราดแกงกับไข่ดาวหรือไข่เจียวร้อนๆ อาจจะไปละลายผนังกล่องโฟมเสมือนรับประทานอาหารคลุกสไตรีนไปโดยไม่รู้ตัวแม้แต่ไข่ดิบที่วางขายในแผงไข่พลาสติกสารสไตรีนก็ยังมีโอกาสวิ่งเข้าไปในเปลือกไข่ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าเลือกไข่ดิบก็ควรเลือกซื้อจากแผงไข่ที่เป็นกระดาษจะปลอดภัยที่สุด
เส้นทางมะเร็ง “สไตรีน” สู่ร่างกาย ผู้บริโภคมีโอกาสได้รับสารสไตรีนในกล่องโฟมได้ง่ายถึง 5 ปัจจัย ได้แก่
1. อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลงทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง
2. ถ้าปรุงอาหารโดยใส่น้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์จะดูดสารสไตรีนจากกล่องโฟมได้มากกว่าปกติ
3. ถ้าชื้ออาหารใส่กล่องทิ้งไว้นานๆไม่ได้รับประทาน อาหารจะดูดสารสไตรีนได้มาก
4. ถ้านำอาหารที่บรรจุในกล่องโฟมเข้าไมโครเวฟ สไตรีนจะไหลออกมาในปริมาณมาก

5. ถ้าอาหารสัมผัสพื้นที่ผิวกล่องโฟมมากๆ รวมถึงร้านไหนที่ตัดถุงพลาสติกใสรองอาหารจะได้รับสารก่อมะเร็ง ถึง 2 เด้ง ทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติก

จากคุณสมบัติของสารสไตรีนโดยปกติแล้ว จะมีสถานะเป็นของเหลว ใส ไม่มีสี กลิ่นหอมเหนียวข้นเหมือนน้ำเชื่อม ระเหยง่ายและติดไฟง่าย และสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางคือทางการหายใจ ทางผิวหนังและทางเดินอาหาร พิษของสไตรีนจะทำลายไขกระดูก ทำลายตับ และไต ทำให้ผิวหนังแห้ง แตก ความจำเสื่อม สมาธิสั้นมีผลต่อประสาทส่วนกลางและส่วนปลายโดยมีผลทำให้การเคลื่อนไหวและการทรงตัวไม่ดีเนื่องจากลดการประสานงานของกล้ามเนื้อ มีผลต่อการเต้นของหัวใจและเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยอาจก่อให้เกิดมะเร็งเส้นเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ นอกจากผลต่อสุขภาพแล้ว มีข้อมูลว่า โฟมเป็นวัสดุที่ต้องใช้เวลาย่อยสลายเป็นพันปี ส่วนพลาสติกใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 450 ปี ถือเป็นปัญหาใหญ่ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการกำจัด ถ้าทำโดยการเผาก็จะไปเพิ่มปัญหาโลกร้อนมากขึ้น ถ้าฝังก็ใช้เวลาย่อยสลายนานมาก
สำหรับการลงนาม MOU ในครั้งนี้ ได้เชิญบริษัทที่ผลิตผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่นำมาเป็นภาชนะบรรจุอาหาร นายแพทย์วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานกรรมการบริหาร และนายกิตชัย ทัศนวิญญู ผู้จัดการส่วน Food Packaging Business Development บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษ ไทย จำกัด และเชิญหน่วยงานต่างๆ ที่มาร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงได้แก่ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาภูเก็ต สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพภูเก็ต สมาคมมัคคุเทศก์อันดามัน สมาคมท่องเที่ยวไทยจีนภูเก็ต สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ฯ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่มีช่องทางการใช้ภาชนะที่เป็นโฟม
เนื้อหาในการทำการบันทึกข้อตกลงเป็นความร่วมมือในการดำเนินการ ลด ละ เลิก ใช้ภาชนะโฟม (Polystyrene) บรรจุอาหาร ในจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้เกิดแนวทางและความชัดเจนในการดำเนินงาน
โดยบริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์ทดแทนโฟมเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทั้ง 2 บริษัท ให้การสนับสนุนดำเนินงาน ลด ละ เลิก ใช้ภาชนะโฟม (Polystyrene) บรรจุอาหาร ในด้านการตลาด เรื่อง สินค้าราคาพิเศษ เพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้า และการประชาสัมพันธ์ ตลอดระยะเวลาของความร่วมมือการดำเนินงาน


จังหวัดภูเก็ต จะสนับสนุน ส่งเสริม และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน “ลด ละ เลิกการใช้ภาชนะโฟม (Polystyrene) บรรจุอาหาร” ทั้งทางตรง และทางอ้อม ทั้งนี้ ต้องไม่ขัดแย้งกับนโยบาย บทบาทภารกิจ และกฎระเบียบต่างๆของหน่วยงาน
บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้มีขอบเขตระยะเวลาความร่วมมือ เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ลงนาม

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร...0-7621-1330 ต่อ 113 หรือเฟสบุ๊คแฟนเพจ กลุ่มงานอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักงานสาธาณรสุขจังหวัดภูเก็ต

วันที่ 22 มีนาคม 2561  เวลา 11.30 น.  ณ ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน นายยวง  เขียวนิล (ศูนย์ศรียวง)  บ้านเลขที่ 91/2  หมู่ที่ 7  ตำบลราษฎร์นิยม  อำเภอไทรน้อย  จังหวัดนนทบุรี  :  นายภานุ  แย้มศรี   ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนนทบุรี  เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมโครงการขยายผลหลักเศรษฐกิจพอเพียง  สำหรับศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ประจำตำบล รุ่นที่ 3 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561  ซึ่งจัดขึ้นโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนนทบุรี  และมีรอง ผอ.รมน.จังหวัดนนทบุรี (ท)  หัวหน้าส่วนราชการ  ปลัดอำเภอไทรน้อย  ผู้แทนหน่วยทหารในพื้นที่  ผู้แทนผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรไทรน้อย  ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลราษฎร์นิยม  กำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่  ปราชญ์ชาวบ้าน  และประชาชนเข้าร่วมในพิธีเปิดด้วย  ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีได้กล่าวว่า การจัดอบรมในครั้งนี้จะทำให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดความรู้ความเข้าใจและสามารถน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน  อันจะทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข หนี้สินที่มีจะน้อยลงหรือหมดไป   นอกจากนั้น นายยวง  เขียวนิล ปราชญ์ชาวบ้าน ได้พาผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และคณะ เข้าเยี่ยมชมฐานเรียนรู้ต่างๆ เช่น การเลี้ยงปลา การเลี้ยงกบ การเผาถ่าน การกลั่นน้ำมันหอมระเหย  การผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ  การผลิตปุ๋ยหมัก การปลูกเห็ด เป็นต้น