ขุมทรัพย์'ข้าวเน่า'โลละบาท ไฟฟ้าชีวมวล-เอทานอลแย่งซื้อ!

กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวงการค้าข้าว หลังจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) มีมติเห็นชอบกรอบการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล 15.46 ล้านตัน

โดยจัดสรรให้ระบายข้าวเสื่อมที่เป็นฝุ่นผง 1.29 ล้านตัน มาผลิตเป็นไฟฟ้าชีวมวล ส่วนข้าวเกรด C อีก 4.6 ล้านตันนั้นให้ระบายเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเอทานอล

ทว่าในข้าวเกรด C จำนวน 4.6 ล้านตันนั้น ยังสามารถแบ่งออกเป็นข้าวเกรด C ล้วน ๆ ประมาณ 1.33 ล้านตัน ส่วนข้าวเกรด C ส่วนใหญ่ที่เหลืออีก 3.3 ล้านตันนั้น เชื่อว่ามีข้าวเกรด A
และ B ผสมอยู่ในโกดังเดียวกันกับข้าวเกรด A และ B (ข้าวที่ยังสามารถบริโภคได้) อีก 7.6 ล้านตัน หรือเท่ากับเป็นข้าวคละปริมาณ 10.9 ล้านตัน โดยประเด็นที่ผู้คนในวงการค้าข้าวตั้ง
ข้อสงสัยกันอย่างมากก็คือ เหตุใด นบข.จึงแสดงเจตจำนงที่จะขายข้าวเหล่านี้ใน กก.ละ 1 บาท เนื่องจากในข้าวเลวนั้นยังมีข้าวดีผสมอยู่

ข้าวเสียมีดี-ข้าวดีมีเสีย

ในประเด็นแรก กลุ่มผู้ส่งออกที่เป็นผู้ประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาล (ประมูลแบบยกคลัง) ไปก่อนหน้านี้ 3 ล้านตัน ต่างพูดตรงกันว่าผลจากการประมูลข้าวช่วงแรก พบ "ข้าวเสียในกองข้าวดี"
ทั้งที่เป็นข้าวที่รัฐบาลการันตีว่าเป็นข้าวคุณภาพ เช่น ประมูลข้าวขาว 5% ราคาตันละ 11,000 บาท แต่กลับมีข้าวเสื่อมคนละชนิด อาทิ ข้าวขาว 15% และข้าวขาว 25% ซึ่งมีราคาต่ำกว่า
หรือตกประมาณตันละ 9,000 บาท ไปผสมอยู่สัดส่วน 20-70% ของคลังนั้น ๆ ส่งผลให้ผู้ที่ประมูลได้ต้องวิ่งมาขอ "เคลม" ความเสียหายจากข้าวผิดชนิดกับกระทรวงพาณิชย์

ดังนั้นจึงมีความเป็น ไปได้ว่า ข้าวเสื่อมคุณภาพของรัฐบาลจำนวน 5.8 ล้านตันนั้น "อาจจะ" มีข้าวดีผสมอยู่มากถึง 60% หรือในข้าวเสียมีข้าวดี เสร็จแล้วรัฐบาลรีบ "รวบรัด" ออกมาขายให้
กับกลุ่มโรงไฟฟ้าชีวมวล/โรงงานเอทานอล ในราคา กก.ละ 1 บาท (ตันละ 1,000 บาท) หรืออย่างดีที่สุด กก.ละ 3-5 บาท (หากรัฐเลือกที่จะใช้วิธีประมูล) หรือตันละ 3,000-5,000 บาท ความ
เสียหายที่จะเกิดขึ้นอาจมองออกเป็น 2 มิติ คือ

1) ผลเสียจากการขาดทุน หากคำนวณต้นทุนรับจำนำข้าวเปลือกที่ตันละ 15,000 บาท หรือคิดเป็นข้าวสารตันละ 24,000 บาท ถ้าขายเป็นวัตถุดิบให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลตันละ 1,000 บาท
รัฐบาลจะขาดทุนตันละ 23,000 บาท รวมปริมาณ 1.29 ล้านตัน เท่ากับขาดทุน 29,670 ล้านบาท ถ้าหากขายเป็นวัตถุดิบให้กับโรงงานเอทานอล ตันละ 5,000 บาท รัฐบาลก็จะขาดทุนตันละ
19,000 บาท รวมปริมาณที่ขาย 4.6 ล้านตัน ก็จะขาดทุนจากราคาจำนำ 87,400 ล้านบาท หรือขาดทุนจากการขายข้าวให้โรงไฟฟ้าชีวมวล-เอทานอล ประมาณ 117,070 ล้านบาท ซึ่งยัง
ไม่นับค่าเก็บรักษา

2) ผู้ประกอบการที่ประมูลข้าวเสื่อมคุณภาพไปแล้ว ทำการคัดแยกข้าวดีออกจากกองข้าวเสีย (กำไรเห็น ๆ จากราคาประมูล กก.ละ 1 บาท ในขณะที่ราคาตลาดเฉลี่ย 10 บาท/กก.) แล้วนำ
ข้าวที่คัดแยกออกมานั้นขายกลับเข้ามาในตลาด ความเสียหายยิ่งจะเกิดขึ้นกับระบบการค้าข้าวในประเทศ ยกตัวอย่าง หากมีข้าวดีผสมอยู่ 60% จะคิดเป็น 3.48 ล้านตัน หรือคิดง่าย ๆ เท่า
กับ 7 ล้านตันข้าวเปลือกจะถูกนำกลับมาวนซ้ำ ย่อมส่งผลกระทบต่อราคาข้าวในตลาดแน่นอน

"วันนี้ไม่มีเหตุผลที่ราคา ข้าวภายในประเทศจะลดลงมากไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะทุกประเทศราคาข้าวต่างก็ปรับขึ้น อย่างอินเดีย ราคาข้าว 5% ตันละ 380 เหรียญสหรัฐ โดยราคาข้าวไทยต่ำ
กว่าข้าวอินเดียไปมากแล้ว มันเป็นราคาที่ต่ำลงมาอย่างไม่มีเหตุผล ตอนนี้ราคาข้าวไทยเหมือนยุคปลาย ๆ รัฐบาลเพื่อไทย ที่ซี้ซั้วขายข้าวกันมั่ว ๆเพื่อเร่งจะเอาเงินไปคืนชาวนา"

ใครอยู่เบื้องหลังโรงไฟฟ้าชีวมวล

ในวงการค้าข้าวมีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้าวเสื่อมลอตนี้จะกลายเป็น "ขุมทรัพย์" แห่งใหม่ให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวบางกลุ่มเท่านั้น จากการสอบถามไปยังวงการค้าข้าวพบว่า ขณะนี้มีกลุ่ม
โรงสีประมาณ 10-20 โรง ในพื้นที่ภาคกลาง เช่น จ.พิจิตร และภาคตะวันออกเฉียงเหนือใน จ.ร้อยเอ็ด ที่มีการประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลโดยใช้ "แกลบ" เป็นวัตถุดิบ "สนใจ" อย่างมากที่จะ
เข้ามาซื้อข้าวเสื่อมคุณภาพจากสต๊อกรัฐบาล ด้านหนึ่งคัดแยกข้าวดีกลับมาขายในตลาด อีกด้านหนึ่งแกลบที่ได้จากการสีข้าวเปลือกเสื่อมคุณภาพยังใช้เป็นวัตถุให้ กับโรงไฟฟ้าชีวมวล
ท่ามกลางราคาแกลบในท้องตลาดปัจจุบันที่ปรับราคาสูงขึ้นจากภาวะภัยแล้ง ผลผลิตข้าวในประเทศลดลง

ประกอบกับเหตุผลสำคัญที่ว่าข้าวจะไม่ถูกนำไป เผาทิ้งเปล่า ๆ เพราะเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าชีวมวลปัจจุบันสามารถประยุกต์ใช้วัตถุดิบหลาย ๆ ชนิดมาผลิตไฟฟ้าชีวมวลได้ เช่น แกลบ เปลือกไม้
หรือซังข้าวโพด แต่ไม่เคยมีโรงไฟฟ้าชีวมวลโรงใดที่เคยใช้ "ข้าวสาร" มาเป็นวัตถุดิบเผาใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า

ในวงการค้าข้าวมองว่า ต้นตอปัญหาการระบายข้าวเสื่อมครั้งนี้ เกิดจากการตรวจสอบและจัดประเภทข้าวของรัฐบาลที่พยายามจัดกลุ่มข้าวเสียให้มี ปริมาณมากๆ

สมาคมโรงสีข้าวไทยระบุว่า ในคลังมีข้าวเสีย คิดเป็นสัดส่วนเพียง 10-20% ของคลัง แต่รัฐบาลกลับจัดเกรดคลังให้เป็นข้าวเสื่อมทั้งหมด ทั้งยังประโคมข่าวว่า

"ข้าวเสื่อมคุณภาพ" คือ "ข้าวเสีย" เพียงเพื่อที่จะมีเหตุผลในการบอกขายแค่ กก.ละ 1 บาท สุดท้ายจะกลับกลายเป็น "ประโยชน์" ตกกับผู้รับซื้อข้าวเสื่อมคุณภาพจากรัฐบาลไปตรงๆ